ลัทธิเวียนว่ายตายเกิด วิทยาศาสตร์ วิญญาณ และคนทรง

สังสารวัฏกับจิต
การเวียนว่ายตายเกิด
  • สังสารวัฏเป็นความยึดถือมาแต่โบราณนับพันปี เชื่อในเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด มนุษย์อุบัติขึ้นมาในโลกใบนี้ ต่างก็ผ่านชีวิตแห่งอดีตสมัยมาแล้วหลายซับหลายซ้อน ความเชื่อนี้มีมาแต่ยุคกรีกโบราณ ดังมีกล่าวไว้ในประวัติของนักปรัชญาเมธีชื่อ ” พิธากอลัส ” ได้เล่าไว้ มีการบันทึกสืบทอดกันมาว่า ท่านนักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ท่านนี้ระลึกชาติย้อนไปนับพันปี ท่านเคยเกิดในสมัยสงครามทรอย โดยท่านเป็นชาวกรุงทรอย สงครามคราวนั้น ท่านอยู่ฝ่ายเจ้าชายปารีส ราชบุตรพระเจ้าเปรียม ผู้ไปลักพระนางเฮเลน มเหสีของพระเจ้าเมนาลาอุส พิธากอรัสซึ่งอดีดได้เกิดในสมัยนั้นมีนามว่า ยูฟอร์บุส ได้ทำการสัปยุทธิ์กับพระเจ้าเมนาลาอุส แล้วถูกฆ่าตาย ข้าศึกได้รับเอาโล่ถวายไว้ที่เทวสถานแห่งเทพีเฮรา ซึ่งเป็นชายาของเทพบิดาเซอุส หลังจากนั้นประมาณ 600 ปี ยูฟอร์บุส กลับมาเกิดเป็นพิธากอรัส ยังจำเหตุการณ์อดีตได้ และยังจำโล่ของตนที่ปรากฎอยู่ ณ เทวสถานแห่งนั้นได้

ลักธิการเกิดใหม่ หรือการเวียนว่ายตายเกิดของมนุษย์นี้ เป็นที่ทราบกันดีในนาม พิธากอเรียน ออร์เดอร์ โดยผู้ยึดถือลักธินี้ได้รับการสั่งสอนว่า ” ผู้ทำกรรมใดไว้ ก็จะสนองกรรมนั้น และอาจติดตามไปจนถึงชาติหน้า ” มนุษย์จึงควรประกอบแต่กรรมดี ฝึกฝนจิตให้บริสุทธิ์ มีอำนาจเหนือร่างกาย ซึ่งวิธีการนี้ก็ตรงกับการฝึกจิตให้เป็นสมาธิ เป็นเอกัคตารมณ์ จิตชนิดนี้จึงจะเหนือสรีรร่างของตน ลักธิดังว่านี้เชื่อว่า สิ่งมีชีวิตทั้งปวง รวมทั้งพืชย่อมสัมพันธ์และผูกพัน มีกรรมต่อเนื่องกันได้ จึงประพฤติตนแบบมังสวิรัติ นอกจากงดเว้นเนื้อสัตว์ทั้งปวงแล้ว ยังงดเว้นถั่วงาอีกด้วย การไม่เบียดเบียนชีพทั้งปวงและทำตนให้บริสุทธิ์โดยไม่ทำบาปอย่างแน่วแน่เช่นนี้ อาจจะหนีจากวัฏสงสารไปสู่สันติภพได้

  • สันติภพ ของพิธากอรัสก็คือ ที่หมายอันสูงสุดของชาวพุทธ คืออายตนะนิพพาน ซึ่งพระพุทธเจ้าของชาวพุทธได้ทรงสั่งสอนไว้ และในสมัยเดียวกัน นักบวชทุกลักธิในอินเดียผู้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระพุทธเจ้า คือการเข้าไปสู่สภาวะปรมาตมันแล้ว ก็จะพ้นจากวัฏสงสาร ฝ่ายนักบวชลักธิเช่นที่มีพระมหาวีระเป็นบรมศาสดา ถือกันว่า เมื่อพ้นจากอำนาจของธรรมชาติ ก็จะสู่สภาวะไกวัลย์ หรือ ไกวัล ซึ่งก็คืออันเดียวกับอรหัตผลนั่นเอง

ตามหลักพุทธศาสนาถือว่า การล่วงหน้าพ้นอำนาจของธรรมชาติ สู่อรหัตผลนั้น ก่อนพุทธกาล หรือ สมัยพุทธกาลก็เคยมี เรียกว่า ปัจเจกพุทธ ซึ่งรู้ได้ด้วยตนเอง ปฎิบัติตนจนสำเร็จนิพพาน แต่ไม่อาจสอนคนได้ การที่พระบรมศาสดาทรงตรัสรู้เข้าสู่นิพพาน ก่อนที่จะดับขันธ์ ก็ยังสั่งสอนพุทธสาวก จนล่วงไปสู่นิพพานจำนวนมากนั้น ถือว่าเป็นสิ่งประเสริญ

  • เดี๋ยวนี้ผู้คนพูดถึงแต่วิทยาศาสตร์ วัตถุนิยม จึงไม่ใส่ใจในเรื่องวิญญาน กฏแห่งกรรม การเวียนว่ายตายเกิด การปฎิเสธในสิ่งที่ตนเองไม่รู้ ไม่เห็น ไม่อาจสัมผัสได้ ย่อมนับว่าเป็นเรื่องไม่ถูก เรื่องปรภพนั้นเป็นเรื่องลึกซึ้ง แม้เราไม่เชื่อ แต่หาลองพิสูจน์ ศึกษากันจริงๆ ก็ไม่เกินวิสัยที่จะรับรู้ได้

ดร. คุ้ม วัชโรบล เขียนอธิบายถึงวิญญานโดยหลักวิทยาศาสตร์ไว้ อย่าน่าสนใจดังนี้

  • พลังงานไม่มีตัวตน และไม่สลายไปไหนตามกฏความถาวรของพลังงาน ( Law of Conservation of Energy ) สามารถแปรสภาพได้เช่น ไลังงานไฟฟ้าแปรสภาพเป็นความร้อน เป็นแสง เป็นเสียง เป็นการเคลื่อนไหว อะไรเหล่านี้
  • พวกรังสีต่างๆ เช่น รังสีเอ๊กซ์ (X-rays) รังสีแกมม่า (Gamma-rays) รังสีอัลฟ่า (Alpha-rays) รังสีคอสมิก (Cosmic-rays) คลื่นแสง เสียง เหล่านี้เป็นพลังงานทั้งนั้น เราสามารถบังคับเครื่องบิน บังคับจรวด บังคับขีปนาวุธด้วยวิทยุได้ คนเราสามารถบังคับหรือโน้มน้าวจิตใจของผู้อื่นได้ด้วยการสะกดจิต โดยการใช้กระแสจิต ซึ่งเป็นพลังงานจากสมอง ออกไปบังคับจิตของผู้ถูกสะกดนี้ ก็คล้ายกับการบังคับเครื่องบิน หรือจรวดด้วยวิทยุเหมือนกัน ไอน์สไตน์กล่าวว่า จักรวาลนี้มีแต่มวลสาร และพลังงานเท่านั้น และสามารถเปลี่ยนกลับไปมาได้ คือทฤษฎีสัมพันธภาพอันอุโฆษของโลก
  • การสลายตัวของธาตุเรเดียม พลูโตเนียม จะทำให้เกิดพลังงานปรมณูอย่างมหาศาล ตามหลักของพระพุทธศาสนา เรามีสังขารและมีวิญญาน ซึ่งตรงกับคำว่า ภายนอกหรือกายหยาบ กับ ภายในหรือกายทิพย์คือวิญญานนั่นเอง เวลาเราตายไม่สูญไปไหน สังขารสลายไปเป็นก๊าซ น้ำเหลือง เนื้อเน่า กระดูก ซึ่งในที่สุดก็กลับไปเป็นสสารตามเดิม ส่วนวิญญานหรือพลังงานก็ไม่ได้สูญหายไปไหน ตามกฎของความถาวรของพลังงาน ออกจากร่างกลับไปเป็นพลังงานจำพวกรังสี หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic energy) หรือจะเป็นพลังงานอันเร้นลับ อย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ ซึ่ง..มีอยู่ในอากาศนี่เอง
  • การเห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู ดมกลิ่นด้วยจมูก รู้รสด้วยลิ้น รู้สึกเจ็บ ร้อน เย็น การแตะต้องด้วยผิวหนังเหล่านี้ ไม่ใช่ว่าอวัยวะตรงนั้นๆ มันไม่รู้สึก มันเห็น มันได้ยิน ทั้งหมด มีเส้นประสาทนำสัมผัสนั้นไปสู่แหล่งรับรู้อีกต่อหนึ่ง ซึ่งอยู่ที่สมอง เช่นเราเห็นภาพก็ที่สมองตอนหลัง เหนือท้ายทอย ได้ยินเสียงก็ที่สมองตรงข้างๆ ขมับ วิญญานซึ่งก็เป็นพลังงานจะปล่อยกระแสคลื่น มาบังคับบัญชาสมองของใครคนหนึ่ง ให้เกิดการรับรู้ว่า มีเสียง มีแสง มีภาพเกิดขึ้น เช่น การเข้าฝัน การเข้าทรง เป็นต้น

การเข้าทรงนั้น คือวิญญานที่แรง จากแหล่งหนึ่งเข้าไปอาศัยสังขาร หรือกายหยาบของคนทรง วิญญานเจ้าของร่างต้องหลีกทางให้ แต่..ยังมีใยโยงอยู่ มิได้หลุดออกไปได้เลย จนกว่าวิญญานที่มาทรงจะออกไป คล้ายๆการรัคลื่นเสียงจากสถนีหนึ่ง แล้วมีเสียงอีกสถานี้หนึ่งแทรกซ้อนเข้ามา

  • เรื่องผีเข้า!! ก็ทำนองเดียวกันนี้แหล่ะ เป็นแต่วิญญานที่มาเข้านั้น ไม่ยอมออกไป

     เรื่องเล่าจากอ.พลูหลวง

 LINE : @mayakarnlanna

ติดต่อบูชา LINE : @mayakarnlanna

You cannot copy content of this page